ใครที่ชอบกินช็อกโกแลตบ้าง วันนี้เกร็ดความรู้มีประโยชน์และโทษของช็อกโกแลตมาฝากกัน...
ในอดีตนักเคมีเคยพบว่าช็อกโกแลตมี เฟนิลไธลามิน, ธีโอโบรไมน์ และกาเฟอีน ซึ่งสารเหล่านี้ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดและความดันโลหิตสูง นอกจากนี้ในช็อกโกแลตยังให้พลังงานจากคาร์โบไฮเดรต ไขมัน วิตามินเอ ดี เค และธาตุเหล็กค่อนข้างสูง หากกินมากเกินไป อาจส่งปัญหาด้านสุขภาพทำให้เป็นโรคต่าง ๆ ได้ เช่น โรคอ้วน ความดันโลหิตสูง เป็นต้น
แต่เมื่อไม่นานมานี้มีการค้นพบสารฟลาโวนอยด์ในช็อกโกแลต หากรับประทานในปริมาณที่เหมาะสมจะมีส่วนช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจหรือแม้กระทั่งมะเร็งบางชนิด และยังพบว่ายังมีสรรพคุณช่วยให้คลายเครียด เนื่องจากมีสารไปกระตุ้นให้สมองหลั่งสารเคมีแห่งความสุขที่ชื่อเอ็นโดรฟินออกมา ช่วยทำให้รู้สึกอารมณ์ดี
ดังนั้น ชาวยุโรปส่วนใหญ่เชื่อว่าการกินช็อกโกแลตจะทำให้สุขภาพแข็งแรงและมีอายุยืนยาว อีกทั้งยังสามารถช่วยลดไข้รักษาอาการอาหารไม่ย่อยและช่วยให้มีลมหายใจที่หอมสดชื่นอีกด้วย
รู้อย่างนี้แล้ว ก็ควรกินช็อกโกแลตในปริมาณที่พอเหมาะ เพื่อสุขภาพที่ดี


credit:http://www.horapa.com/content.php?Category=News&No=747

edit @ 1 Jul 2009 08:23:26 by Bitcuit-It


โดย Zalapao™

edit @ 1 Jul 2009 09:01:24 by Bitcuit-It

edit @ 1 Jul 2009 09:02:12 by Bitcuit-It

♣♥~ด้ายแดง~♣♥

posted on 25 Jun 2009 20:57 by biscuit-it
ในหลายๆ ความเชื่อเกี่ยวกับความรัก และคู่ชีวิต มีความเชื่ออันนึงที่เชื่อว่า...
"คู่ชีวิตที่แท้จริง จะมีด้ายสีแดงผูกที่นิ้วก้อยข้างซ้ายเชื่อมกัน "


....ในหลายๆ ความเชื่อเกี่ยวกับความรัก และคู่ชีวิต .. มีความเชื่ออันนึงที่เชื่อว่า.. คู่ชีวิตที่แท้จริง จะมีด้ายสีแดง ผูกที่นิ้วก้อยข้างซ้าย เชื่อมกันไว้ รอจนวันนึง.. ด้ายสีแดงนี้ จะนำให้เขาทั้งสองมาพบกัน และรักกันในที่สุด..
.....หลายๆ คนอาจจะเชื่อ แต่คงไม่เชื่อมากเท่าผมแน่ๆ.. เพราะผมเห็น.. .. เห็นด้ายสีแดงที่นิ้วก้อยข้างซ้ายของผม.. ด้ายที่ผูกติดตัวมาตั้งแต่จำความได้.. ซึ่งผมเองก็ไม่รู้ว่าปลายอีกข้างนึงของมัน จะผูกติดกับใคร นั่นแหละคือสาเหตุที่ผมเดินทางหาปลายอีกด้านนึงของมัน..
.....เด็กหนุ่มคนนึงที่ต้องการตามหา สิ่งที่ท้าทายที่สุดในชีวิตของเขา.. ไม่มีใครรู้ว่าสิ่งที่เค้าตามหาจะอยู่ไกลขนาดไหน.. และไม่รู้ว่าจะมีหรือไม่.. แต่เค้าก็เริ่มเดินทาง.. การเดินทางไปตามด้ายสีแดงตรงปลายนิ้วก้อย..การเดินทางที่รู้ทางเดิน.. แต่ไม่รู้จุดหมาย..
.....ผมเดินทางไปตามเมืองต่างๆ ที่ด้ายสีแดงของผมพาดผ่าน.. ได้พบ ได้เห็นอะไรหลายๆอย่าง ที่ไม่มีทางจะได้เจอในเมืองของผม ใจนึงก็คิดว่าเป็นการเรียนรู้ที่ดี.. แต่มันก็ไม่ใช่เป้าหมายที่แท้จริง. เป้าหมายของผมคือ.. ปลายด้ายสีแดง...
.....และแล้วผมก็ได้เพื่อนร่วมเดินทาง.. เมื่อวันนึงผมพบกับผู้หญิง ที่ตามหาปลายอีกด้านนึง ของด้ายแดงเหมือนกัน.. แต่เธอคงไม่ใช่ปลายด้ายแดงของผมหรอก.. เพราะด้ายแดงของผมยังไปอีกไกล...
....เราพบกันโดยไม่ได้ตั้งใจ และก็ไม่ได้เป็นการพบกันที่ทำให้ผมพอใจมากนัก.. บอกตรงๆ เธอไม่ใช่ผู้หญิงในสเปคของผมเลย.. แถมเราทะเลาะกันตั้งแต่เจอกันครั้งแรก แต่เราก็ร่วมเดินทางด้วยกัน เพราะด้ายสีแดงของเธอกับของผมมันไปทางเดียวกันน่ะสิ..
.....ก็ยังดีนะ ที่ผมไม่ได้เดินทางคนเดียว อย่างน้อยก็มีเพื่อนร่วมทางที่เห็น และตามหาปลายอีกข้างนึงของด้ายแดงเหมือนกัน..
....การเดินทางร่วมกันของเราทำให้ ผมเห็นตัวจริงของผู้หญิงคนนี้มากขึ้น.. เป็นตัวจริงที่น่าเคารพ น่าให้เกียรติในฐานะผู้หญิงคนนึง..
จะว่าไปเธอก็นิสัยดีนะ ตอนที่ทะเลาะกันครั้งแรก คงเป็นการเข้าใจผิดซะมากกว่า ความรู้สึกของผมที่มีต่อเธอเริ่มดีมากขึ้นเรื่อยๆ..
มีอยู่ครั้งนึงที่ผมคิดว่า ถ้าปลายด้ายแดงอีกข้างนึงของผม ไปหยุดอยู่ที่นิ้วก้อยของเธอก็คงจะดี..
มันก็ไม่แน่นะ.. ถ้าเป็นจริงผมก็คงมีความสุข.. แต่ถ้าไม่ใช่ .. ผู้หญิงคนนั้น คงเป็นผู้หญิงที่วิเศษกว่าเธอคนนี้แน่ๆ ..
ยิ่งผมได้รู้ว่า เพื่อนร่วมเดินทางของผมเป็นผู้หญิงที่วิเศษเพียงใด ผมก็ยิ่งอยากให้ผมเจอปลายด้ายแดงของผมไวๆ ..
ผู้หญิงที่ดีกว่าผู้หญิงคนนี้ ผู้หญิงที่เป็นเนื้อคู่ของผมจะเป็นยังไงน๊า..
.....นานขนาดไหนก็ไม่รู้ที่เราร่วมเดินทางด้วยกัน.. ผมยอมรับว่าเธอเป็นเพื่อนร่วมเดินทางที่ดีที่สุด.. เราช่วยเหลือกันมาตลอด.. แต่มันก็คงจะสิ้นสุดแล้วล่ะ..
เพราะด้ายแดงของผมกับเธอ มันแยกกัน.. ตรงทางแยกพอดี.. ทางแยกนี้มันแยกไปสู่เมืองสองเมือง
.. ด้ายของผมแยกไปทางขวา.. มุ่งสู่เมืองบนยอดเขา ซึ่งผมเชื่อว่าคงเป็นปลายด้ายของผมแล้วล่ะ .. เพราะเมืองนี้อยู่ยอดเขาพอดี.. ส่วนของเธอแยกออกไปที่เมืองข้างล่าง..
.....เรายืนคุยกันตรงทางแยกซักพักนึง เพื่อกล่าวคำอำลา และแสดงความยินดีซึ่งกันและกัน เราจะได้เจอจุดหมายของเราซักที..
ข้อตกลงสุดท้ายของเรา ก่อนจะแยกจากกันคือ เราจะกลับมาเจอกันที่ตรงทางแยกนี้ ไม่ว่าจะเจอ หรือไม่เจอปลายด้ายแดงก็ตาม.. เราตกลงกันตามนี้..
แล้วเราก็แยกทางกัน....
.....ผมรู้สึกแปลกๆ ที่ต้องกลับมาเดินทางคนเดียว ทำให้ผมไม่ดีใจมากนัก ที่รู้ว่าปลายด้ายของผม จะไปสุดตรงที่เมืองตรงยอดเขา
ผมเดินแยกจากเธอไปช้าๆ.. ในหัวมีแต่เรื่องต่างๆ ที่เกิดขึ้นตอนที่เราเดินทางด้วยกัน.. ความประทับใจต่างๆ ที่เกิดขึ้นตลอดการเดินทาง.. ความรู้สึกดีๆ ที่เรามีให้กัน..
.....และแล้วผมก็หยุดเดิน ..
หยุดห่างจากทางแยกไม่ไกลเท่าไหร่.. แล้วผมก็วิ่งกลับไปยังทางแยกนั้นอีกครั้ง.. ไม่มีเหตุผลที่ผมทำแบบนี้เลย.. แต่ก็ทำ.. ผมกลับไปถึงทางแยกนั้นอีกครั้ง.. ซึ่งเธอก็นั่งอยู่ที่นี่อยู่ก่อนแล้ว..
....เรานั่งคุยกันซักพัก.. ผมบอกเธอไปว่า ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมผมถึงกลับมา.. ส่วนเธอ..เธอบอกว่าเธอกลัว
.. กลัวว่าจะไม่มีใครตรงปลายด้ายแดงของเธอ แล้วเธอก็ร้องไห้.. เป็นครั้งแรกที่ผมเห็นเธอร้องไห้..
.....สิ่งที่ผมภูมิใจ มากกว่าการตัดสินใจออกเดินทางตามหาคู่ชีวิตของผม..คือการตัดสินใจครั้งนี้แหละ.. ผมเช็ดน้ำตาให้เธอ .. ตัดด้ายแดงของผม และเธอออก แล้วผูกเข้าด้วยกัน...
ผมไม่รู้หรอกว่าเธอจะโกรธผมรึเปล่าที่ผมทำแบบนี้.. อยากจะถามเธออยู่หรอก แต่เธอก็ร้องไห้ไม่หยุด.. และกำลังกอดผมอยู่...

credit:http://spiritedgirl.vox.com/library/post/ด้ายแดง.html

Macau

posted on 25 Jun 2009 20:55 by biscuit-it

Macau

ได้ชื่อว่าเป็นดินแดนแห่งการพนันและคาสิโนนามระบือ แต่…..จะมีสักกี่คนที่รู้จักมาเก๊าในด้านอื่นๆ การท่องเที่ยวมาเก๊า (ประเทศไทย) ขอทำหน้าที่นำท่านไปรู้จักกับมาเก๊าในด้านอื่นๆ “มาเก๊า” มีภาพความงามแห่งศิลปะวัฒนธรรมของโลกตะวันออกและตะวันตกให้ได้ชื่นชม และยังมีมนต์เสน่ห์แห่งความเชื่อและศรัทธาทางศาสนา ตลอดจนวิถีชีวิตที่ผสมผสานกันอย่างกลมกลืน กว่าจะเป็นชื่อ “มาเก๊า” มีที่มาจาก “อาม่า” องค์เทพธิดาแห่งท้องทะเลผู้ศักดิ์สิทธิ์ …….ตามตำนานเล่าสืบต่อกันมาว่า “อาม่า” มีพระนามเดิมว่า “หลิงม่า” หญิงสาวชาวฟูเจี้ยนที่วันหนึ่งเธอต้องการข้ามฝั่งมายังคาบสมุทรดอกลิลลี่ขาว หรือ “เอ้าเหมิน” ตามชื่อในภาษาจีน จึงขอโดยสารมากับเรือของชาวประมงชราคนหนึ่งซึ่งเป็นเพียงเรือลำเล็กๆ ที่ยอมให้หลิงม่า โดยสารมาด้วย ในระหว่างที่เรือล่องอยู่กลางทะเล เกิดมีพายุขึ้นอย่างรุนแรงทำให้เรือหลายลำต้องอับปาง แต่ด้วยปาฏิหาริย์ในคำสั่งฟ้าของหลิงม่าทำให้เรือที่เธอโดยสารมา เข้าถึงฝั่งได้อย่างปลอดภัย ทันทีที่หลิงม่า ก้าวเท้าขึ้นสู่ฝั่ง เธอก็ลอยขึ้นไปบนฟ้าและหายลับไป ชาวประมงทั้งหลายต่างเชื่อกันว่าเธอ คือ องค์เทพธิดาแห่งท้องทะเล นับตั้งแต่นั้นดินแดนแห่งนี้ก็ได้รับการขนานนามว่า “อ่าวของ อาม่า” หรือ “อา-หม่า-เกา” ที่เพี้ยนเสียงมาเป็น “มาเก๊า” ในปัจจุบัน

 

credit:http://www.macau-thai.com/about_us.php

edit @ 25 Jun 2009 20:56:35 by Bitcuit-It